การเพาะพันธุ์ปลา

1. การเตรียมพ่อแม่พันธุ์ปลา
– พ่อพันธุ์ต้องมีขนาดความยาวของลำตัวตั้งแต่ 50 ซม. ขึ้นไป มีน้ำหนักตัวประมาณ 2.5 กก. และมีอายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป – แม่พันธุ์ต้องมีขนาดใหญ่กว่าปลาพ่อพันธุ์ มีน้ำหนักตัวประมาณ 3 กก. และมีอายุโดยประมาณตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป
– แม่พันธุ์ต้องมีขนาดใหญ่กว่าปลาพ่อพันธุ์ มีน้ำหนักตัวประมาณ 3 กก. และมีอายุโดยประมาณตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป

2. ช่วงวางไข่/ผสมพันธุ์
– ช่วงเดือนเมษายน ถึงเดือนกันยายน
– เวลาผสมพันธุ์อยู่ระหว่าง 19.00-23.00 น.
– เมื่อไข่ถูกผสมแล้วจะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ ส่วนไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะจมลงพื้นบ่อ – การเก็บไข่ใช้อวนที่ทำด้วยผ้าตาถี่ ฆ่าเชื่อด้วยยาเหลืองเข้มข้น 5 ppm นาน 1 นาที และล้างด้วยด้วยน้ำทะเลสะอาดอีกครั้ง จากนำไปพักในทะเลความเค็ม 30 ppt อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 17 ชั่วโมง

าพที่ 1 ลูกปลากะพงขาวอายุ 1 วัน ที่มา: https://www4.fisheries.go.th/local/file_ document/20210129141345_1_file.pdf

3. การอนุบาลลูกปลา
ลูกปลาแรกฟักถึงลูกปลา 1 เดือน อัตราการปล่อย 50-100 ตัวต่อน้ำ 1 ลิตร อาหารที่ใช้ในการอนุบาลได้แก่ แพลงก์ตอนพืช (คอนเรลล่า) และโรติเฟอร์ เมื่อลูกปลาได้อายุ 14 วัน เริ่มให้ไรน้ำเค็ม หรืออาร์ทีเมีย จนลูกปลามีอายุได้ 20 วัน จากนั้นให้เนื้อปลาสับะเอียดเป็นอาหารเมื่อลูกปลามีอายุได้ 21 วันขึ้นไป ซึ่งแบ่งการอนุบาลออกดังนี้

1) การอนุบาลลูกปลาในบ่อซีเมนต์หรือในถัง
– มีขนาด 2-3 ตารางเมตร
– ความลึกของน้ำ 80-100 เซนติเมตร (น้ำทะเลที่ใช้เลี้ยงมีความเค็ม 15-20 ppt)
– ความหนาแน่นในการอนุบาล 150-200 ตัวต่อตารางเมตร
– เปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 2-3 วัน และดูดตะกอนเศษอาหารทุกวัน
– ให้อาหารวันละ 2-3 ครั้ง เช่น เนื้อปลาสับชิ้นเล็กๆ
– คัดขนาดเป็นประจำ เนื่องจากปลาตัวโตมากๆ จะกินปลาตัวเล็ก

2) การอนุบาลลูกปลาในบ่อดิน
– ใช้พื้นที่ 25-50 ตารางเมตร ความลึกอยู่ที่ 80-100 เซนติเมตร มีประตูระบายน้ำ
– ความหนาแน่นของลูกปลา 200-400 ตัวต่อบ่อ
– ใช้อาหาร เศษปลาหรือปลาเป้ดสับเป็นชิ้นเล็กๆ

3) การอนุบาลลูกปลาในกระชัง
– ขนาดกระชังที่ใช้ 20-25 ตารางเมตร ลึก 2 เมตร ใช้อวนตาขนาด 0.5 มิลลิเมตร
– ความหนาแน่นในการอนุบาล 300-500 ตัวต่อกระชัง – ให้อาหาร 8-10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว


อ้างอิง

[1] ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดจันบุรี กรมประมง. (2549). การเพาะและอนุบาลลูกปลากะพงขาว. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[2] จำเริญ ถาวรสุวรรณ. (2562). โรคปลาทะเล. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[3] จำเริญ ถาวรสุวรรณ. (2562). โรคปลาทะเล. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[4] สะเทื้อน ปิ่นน้อย. (2547). หลักการจัดการฟาร์มสัตว์น้ำ. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://ebook.lib.ku.ac.th/ebook27/ebook/20150044/

โรคสำคัญของปลา

โรคสำคัญของปลา แบ่งเป็นกลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มโรคติดเชื้อ (lnfectious disease)
– ปรสิต
– แบคทีเรีย
– เชื้อไวรัส

ภาพที่ 1 โรคเหาน้ำ (โรคติดเชื้อปรสิต)
ที่มา : https://www4.fisheries.go.th/local/file_
document/20210129141345_1_file.pdf
ภาพที่ 3 โรคติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Vibrio sp.
ที่มา : https://www4.fisheries.go.th/local/file_
document/20210129141345_1_file.pdf
ภาพที่ 4 โรคหูดปลาหรือแสนปม (โรคติดเชื้อไวรัส)
ที่มา : https://www4.fisheries.go.th/local/file_
document/20210129141345_1_file.pdf

2. กลุ่มโรคไม่ติดเชื้อ (Non infectious disease)
– ขาดสารอาหาร
– คุณภาพน้ำที่ขาดออกซิเจน สังเกตอาการ คือ ฮุบอากาศ กระสับกระส่าย หงายท้อง หมุนตัว
– สารพิษ

3. การสังเกตลักษณะอาการป่วยโดยทั่วไป
1) สังเกตพฤติกรรม เช่น การกินอาหาร การว่ายน้ำ การฮุบอาการ เป็นต้น
2) สังเกตบริเวณผิวหนังและครีบ เช่น มีจุด รอยด่าง แผล การตกเลือด ขนาดตา ตาโปน ตาบอด เป็นต้น
3) สังเกตเหงือก เช่น ซีด กร่อน ตกเลือด มีตะกอนเกาะ เป็นต้น 4. สังเกตลำตัว เช่น หัวโต ตัวคดงอ ท้องมาน (dropsy) เป็นต้น


อ้างอิง

[1] ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดจันบุรี กรมประมง. (2549). การเพาะและอนุบาลลูกปลากะพงขาว. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[2] จำเริญ ถาวรสุวรรณ. (2562). โรคปลาทะเล. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[3] จำเริญ ถาวรสุวรรณ. (2562). โรคปลาทะเล. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[4] สะเทื้อน ปิ่นน้อย. (2547). หลักการจัดการฟาร์มสัตว์น้ำ. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://ebook.lib.ku.ac.th/ebook27/ebook/20150044/

การวัดอัตราการเจริญเติบโต

1. อัตราการเจริญเติบโตต่อวัน (Average Daily Growth: ADG) กรัม/วัน

2. เปอร์เซ็นต์น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น

3. อัตราแลกเนื้อ หรืออัตราการเปลี่ยนอาหารอาหารไปเป็นเนื้อ (Feed Conversion Ratio: FCR) หมายถึง อัตราส่วนของปริมาณอาหารที่กิน (Dry Weight) ต่อน้ำหนักปลาที่เพิ่มมากขึ้น

4. อัตราการเลี้ยงรอด หมายถึง ปริมาณปลาที่จับได้เทียบกับปริมาณปลาที่เริ่มเลี้ยง


อ้างอิง

[1] ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดจันบุรี กรมประมง. (2549). การเพาะและอนุบาลลูกปลากะพงขาว. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[2] จำเริญ ถาวรสุวรรณ. (2562). โรคปลาทะเล. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[3] จำเริญ ถาวรสุวรรณ. (2562). โรคปลาทะเล. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[4] สะเทื้อน ปิ่นน้อย. (2547). หลักการจัดการฟาร์มสัตว์น้ำ. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://ebook.lib.ku.ac.th/ebook27/ebook/20150044/

การบริหารจัดการฟาร์มที่ดี

หลักการจัดการฟาร์ม การวิเคราะห์และวินิจฉัยฟาร์ม และการจัดการความเสี่ยง เป็นการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในการเพาะเลี้ยงปลากะพง เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ประกอบด้วยกระบวนการจัดการ (Management Process) ดังนี้

1. หลักการจัดการฟาร์ม

1) การกำหนดเป้าหมาย เป็นขั้นเริ่มต้นที่สำคัญของการจัดการฟาร์ม ที่เกิดจากกลุ่มบุคคลต่าง ๆ เช่น ตัวเกษตรกร ตัวผู้ประกอบการ ครอบครัว หรือบุคคลอื่นที่ ๆ ที่มีความมีความสำคัญต่อฟาร์มเลี้ยงปลากะพง เช่น กำหนดเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อให้ได้ผลกำไร ปีการผลิต หรือระบุผลผลิตที่ต้องผลิตในปีนั้น ๆ และกำหมดเป้าหมายรวมในแต่ละช่วงเวลาของแต่ละปี หรือกำหนดเป้าหมายรายเดือนในการเพาะเลี้ยงปลากะพง
2) การกำหนดปัญหา เป็นขั้นตอนที่สองที่พิจารณาสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฟาร์ม อันจะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดปัญหาหรืออุปสรรคต่อการเลี้ยงปลากะพง เช่น รายได้ รายจ่ายคุณภาพดินและน้ำ จำนวนและชนิดพันธุ์ปลา และปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงปลากะพง
3) การแสวงหาข้อมูล ที่มาการกำหนดปัญหาหรืออุปสรรคของฟาร์มได้แล้ว ดำเนินการขั้นต่อไป คือ การวิเคราะห์หาแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคดังกล่าว เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของการเลี้ยงปลากะพง
4) การวิเคราะห์ เป็นการจัดการข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาในการจัดการและการตัดสินใจแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคของการเพาะเลี้ยงปลากะพง เช่น การคัดเลือก แปรรูปแบบ การจัดรูปแบบหมวดหมู่ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล
5) การตัดสินใจ เป็นเลือกแนวทาง หรือวิธีการแก้ไขปัญหา อุปสรรค หรือวิธีการแก้ไข ที่อาศัยข้อมูลจากการวิเคราะห์เป็นหลักในการตัดสินใจ
6) การดำเนินการ เป็นการลงมือปฏิบัติงานในกิจกรรมต่าง ๆ ของการเลี้ยงปลากะพง
7) ความรับผิดชอบ เป็นการเอาใจใส่ดูแลฟาร์ม เช่น ระดับน้ำในบ่อ/กระชัง การให้อาหาร การเจริญเติบโต และการเกิดโรคปลา
8) การประเมินผล เป็นขั้นสุดท้ายที่จะต้องประเมินผลของการตัดสินใจในการดำเนินงานที่ผ่านมาว่าสามารถดำเนินกิจการฟาร์มเลี้ยงปลากะพงได้บรรลุผลที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น ประเมินผลกำไรกับต้นทุน ประเมินผลการตัดสินใจเลือกแนวทางการแก้ไขปัญหากับผลที่เกิดขึ้น เป็นต้น

2. การวิเคราะห์ฟาร์มเลี้ยงปลากะพง

ช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพง หรือผู้ประกอบการเลี้ยงปลากะพง ทราบถึงขนาด สถานการณ์ทางการเงิน (รายได้-รายจ่าย) และความสามารถในการทำกำไรของฟาร์ม ดังนี้

1) การวัดขนาดฟาร์ม

เป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบว่าสามารถทำรายได้อย่างเพียงพอหรือไม่ หรือกำหนดเป้าหมายเกินระดับขนาดฟาร์มที่จะทำการผลิตได้หรือไม่ ช่วยในการคัดเลือกฟาร์มที่มีลักษณะ ขนาด และช่วยคำนวณหาตัววัด (Analysis Factors) ต่าง ๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน ซึ่งตัววัดขนาดของฟาร์ม ได้แก่ ตัววัดลักษณะทางกายภาพ เช่น ขนาดที่ตั้ง (ที่ดิน) ลักษณะพื้นที่ ชนิดพันธุ์ปลาและปริมาณเลี้ยงปลาแต่ละครั้ง ปริมาณการเงิน และจำนวนแรงงาน เป็นต้น

2) การวัดสถานภาพทางการเงินของฟาร์ม โดย Analysis Factors ดังนี้

2.1) Current Ratio มีสูตร ดังนี้

อัตราส่วนนี้จะเป็นตัววัดที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของฟาร์ม ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพง หรือผู้ประกอบการเลี้ยงปลากะพง ทราบปริมาณทรัพย์สินหมุนเวียนคิดเป็นมูลค่ามากพอที่จะชดใช้หนี้ในระยะสั่นได้หรือไม่ และเป็นประโยชน์ประกอบการพิจารณาในการขอกู้เงิน

2.2) Intermediate Ratio มีสูตร ดังนี้

อัตราส่วนนี้จะใช้เป็นตัววัดฐานะความมั่นคงของฟาร์มได้ดีกว่า Current Ratio เนื่องจากได้มีการพิจารณารวมมูลค่าทรัพย์สินประกอบการทั้งหมดและจำนวนหนี้สินระยะปานกลาง เกณฑ์การพิจารณา คือ ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่ามากกว่าหนึ่ง แสดงว่า ฟาร์มมีความมั่งคงด้านทรัพย์สินอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้      แต่ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่าน้อยกว่าหนึ่ง แสดงว่าฟาร์มกำหนดมีปัญหาทางการเงิน

2.3) Net Capital Ratio มีสูตร ดังนี้

อัตราส่วนนี้เป็นตัววัดที่สำคัญมาก เป็นเครื่องชี้วัดฐานะความมั่นคงด้านทรัพย์สินทั้งหมด เกณฑ์การพิจารณา คือ ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่ามากกว่าหนึ่ง แสดงว่า ฟาร์มมีฐานะทางการเงินที่ใช้ได้ แต่ถ้าอัตราส่วนนี้น้อยกว่าหนึ่ง แสดงว่า ฟาร์มมีฐานะทางการเงินง่อนแง่น ไม่มั่นคง

2.4) Debt/Equity Ratio มีสูตร ดังนี้

อัตราส่วนนี้ใช้เป็นตัววัดสถานภาพและความมั่นคงทางทรัพย์สินของฟาร์ม กล่าวคือ ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่ามากกว่าหนึ่ง แสดงว่า ฐานะความมั่นคงของฟาร์มไม่สู่จะดีนัก เนื่องจากมีจำนวนหนนี้สินทั้งหมดมากกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิของฟาร์ม แต่ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่าน้อยกว่าหนึ่ง แสดงว่า ฟาร์มมีฐานะความมั่นคงทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้

2.5) Equity/Value Ratio มีสูตร ดังนี้

อัตราส่วนนี้ใช้เป็นตัววัดฐานะความมั่นคงทางทรัพย์สินของฟาร์มได้เช่นเดียวกัน กล่าวคือ ถ้าอัตราส่วนนั้นมีค่ามากกว่าศูนย์ แสดงว่าฟาร์มมีฐานะและความมั่นคงอยู่ในเกณฑ์ดี แต่อัตราส่วนนี้มีค่าติดลบ แสดงว่า ฐานะและความมั่นคงทางด้านทรัพย์สินไม่ค่อยดี

3) การวัดผลกำไรของฟาร์ม ข้อมูลในส่วนนี้ต้องอาศัยการจดบันทึกบัญชีรายได้-รายจ่ายของฟาร์ม มาประกอบในการคิดคำนวณหาตัววัด ซึ่งแสดงในรูปของอัตราส่วน ดังนี้

3.1) อัตราส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินการ (Operating Ratio) มีสูตร ดังนี้

แสดงให้เห็นว่า จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงปลากะพงมากน้อยเพียงใด เมื่อคิดเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายดำเนินการทั้งหมด เช่น อัตราค่าใช้จ่ายดำเนินงานของฟาร์มมีค่าเท่ากับ 0.60 หมายความว่า ในการเลี้ยงปลากะพงของปีที่แล้วมานั้น ในจำนวนเงินทุก ๆ 100 บาท ของรายได้รายทั้งหมด จำเป็นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ จำนวน 60 บาท และรายได้สุทธิที่จะได้รับจำนวน 40 บาท เป็นต้น

3.2) อัตราส่วนค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Ratio) มีสูตร ดังนี้

แสดงให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายคงที่ทั้งหมดของการเลี้ยงปลากะพงมากน้อยเพียงใด เมื่อคิดเปรียบเทียบกับรายได้รวมทั้งหมด เช่น อัตราส่วนค่าใช้จ่ายคงที่มีค่าเท่ากับ 0.15 หมายความว่า ในการเลี้ยงปลากะพงของปีที่แล้วมานั้น ในจำนวนเงิน 100 บาท ของรายได้รวมทั้งหมด จำเป็นจะต้องเสียค่าใช้จ่ายคงที่ในการเลี้ยงปลากะพง (การผลิต) จำนวน 15 บาท เป็นต้น

3.3) อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวม (Gross Ratio) มีสูตร ดังนี้

แสดงให้เห็นว่าค่า ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของการเลี้ยงปลากะพง ได้รับผลกำไรหรือขาดทุน เช่น อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวมมีค่าเท่ากับ 0.70 หมายความว่า ในการเลี้ยงปลากะพงของปีที่แล้วมานั้น ในจำนวนเงินทุก ๆ 100 บาท ของรายได้รวมทั้งหมด จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงปลากะพงรวมทั้งหมด จำนวน 70 บาท และจะได้ผลกำไรจำนวน 30 บาท เป็นต้น

4) การวิเคราะห์การหมุนเวียนของเงินในกิจการฟาร์มผู้เลี้ยงปลากะพง

ในการวิเคราะห์สถานภาพการหมุนเวียนของเงินทุก ๆ ด้าน เช่น รายได้ รายจ่าย และกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการเลี้ยงปลากะพงเข้าใจข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จของการประกอบอาชีพเลี้ยงปลากะพง ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลที่จดบันทึกบัญชีแสดงการหมุนเวียนของเงินสดของฟาร์ม ดังนี้

4.1) สาเหตุที่เกิดภาวะขาดดุล (เงินทุนหมุนเวียนของฟาร์ม)  
4.1.1) ขนาดของฟาร์ม มีขนาดเล็กเกินไป
4.1.2) มีค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสดในกาดำรงชีพของครอบครัวค่อนข้างสูง และอาจจะมีการจับจ่ายใช้สอยที่ฟุ่มเฟือยมากเกินไป
4.1.3) การเลี้ยงปลากะพงในแต่ครั้งขาดทุนอย่างต่อเนื่อง  
4.1.4) มีค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนเป็นทรัพย์สินบางชนิดมากเกินไป เช่น การซื้อรถยนต์ 10ล้อ เพื่อขนส่งผลผลิต เป็นต้น
4.1.5) ต้องชำระคืนเงินกู้อย่างมาก หลายสถานบันการเงิน

4.2) วิธีการแก้ไขที่เกิดภาวะขาดดุล (เงินทุนหมุนเวียนของฟาร์ม) 
4.2.1) เพิ่มจำนวน หรือขนาดของฟาร์ม เช่น การเลี้ยงปลา 2-3 ชนิด หรือหมุนเวียนใช้เลี้ยงปีละ 3-4 ครั้ง และการซื้อปัจจัยทางการผลิตเพิ่มขึ้น เช่น การเช่าหรือซื้อที่ดินเพิ่มปริมาณบ่อเพาะเลี้ยงปลา ในส่วนการขยายขนาดฟาร์มเลี้ยงปลาจะได้ผลดีก็ต่อเมื่องรายได้ที่ได้รับเพิ่มขึ้นมากกว่ารายจ่ายหรือต้นทุน
4.2.2) หารายได้เพิ่มให้กับครอบครัว โดยการออกไปรับจ้างทำงานกับฟาร์มอื่น ๆ ในช่วงเวลาที่แรงงานจ้างและแรงงานครัวเรือนว่าง เช่น การขุดบ่อเลี้ยงปลา แรงงานบนปลาบ่อ/กระชัง อื่น ๆ เป็นต้น
4.2.3) ควบคุมลดค่าใช้จ่ายของการเลี้ยงและครอบครัว เช่น การชะลอการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ เช่น เครื่องทุ่นแรงต่าง ๆ ส่วนครอบครัวนั้นต้องชี้แจงและทำความเข้าใจกับสมาชิกในครอบครัว ขอความร่วมมือให้คนใช้จ่ายอย่างประหยัด
4.2.4) การชดใช้เงินกู้ ถ้าจำนวนเงินกู้เป็นระยะสั้น ที่มีภาระชำระเป็นงวดนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพง ต้องทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินกู้ระยะสั้น ให้เป็นจำนวนเงินกู้ระยะปานกลางหรือระยะยาว จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องการหมุนเวียนของเงินสดได้

5) การวัดผลตอบแทนของการเลี้ยงปลากะพง

5.1) วัดรายได้สุทธิของฟาร์ม มีสูตร ดังนี้

รายได้สุทธิของฟาร์ม เป็นตัววัดผลตอบแทนแรงงานและทุนสุทธิของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพง หรือผู้ประกอบการเลี้ยงปลากะพง

6) การวัดประสิทธิภาพ (Efficiency) และผลิตภาพ (Productivity) ของการเลี้ยงปลากะพง

ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง การเลี้ยงปลาให้ได้รับระดับผลผลิตตามที่ต้องการ โดยเสียค่าใช้จ่ายและเวลาในการเลี้ยงปลาน้อยที่สุด เช่น บ่อ A และบ่อ B เลี้ยงปลาได้ไร่ละ 100 กิโลกรัม ในระยะเวลา 1 ปี แต่บ่อ A เสียค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงน้อยกว่าบ่อ B ดังนั้น บ่อ A จึงมีประสิทธิภาพมากกว่าบ่อ B

ผลิตภาพ (Productivity) หมายถึง ความสามารถในการเลี้ยงปลา เช่น บ่อ A และ บ่อ B เลี้ยงปลาได้ไร่ละ 150 และ 100 กิโลกรัม ตามลำดับ โดยเสียค่าใช้จ่ายและใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงเท่ากัน จึงเห็นได้ว่าบ่อ A มีผลิตภาพสูงกว่าบ่อ B

หลักการวัดประสิทธิภาพและผลิตภาพการเพาะเลี้ยงปลา มีดังนี้

1) ตัววัดคือ ขนาดน้ำหนักหรือจำนวนตัว
– จำนวนผลผลิต ต่อหน่วยการผลิต (กก./ตัว)
– มูลค่าผลผลิต ต่อหน่ายการผลิต (บาท/ตัว หรือ บาท/กก.)
– มูลค่าของผลผลิตหลักจากหักค่าอาหารสัตว์ ต่อหน่วยการผลิต (บาท/ตัว หรือ บาท/กก.) – มูลค่าของการลงทุนรวมเฉลี่ย ต่อหน่วยการผลิต (บาท/ตัว หรือ บาท/กก.)

2) ตัววัดแรงงาน
– มูลค่าทุนในเครื่องจักรกลและเครื่องทุ่นแรง ต่อหน่วยวัดแรงงานมาตรฐาน (บาท/PE)
– มูลค่าการลงทุนรวมทั้งหมดเฉลี่ย ต่อหน่วย PE (บาท/PE)
– จำนวนผลผลิตต่อ PE (กก./PE)
– มูลค่าของผลผลิตต่อ PE (กก./PE)
– Percentage Labor Efficiency (PLE)

3) ตัววัดจำนวนผลผลิต
– ค่าแรงงาน ต่อหน่วยผลผลิต (บาท/ตัว หรือ บาท/กก.)
– ค่าอาหารสัตว์ ต่อหน่วยผลผลิต (บาท/ตัว หรือ บาท/กก.)
– ต้นทุนรวม ต่อหน่วยผลผลิต (บาท/ตัว หรือ บาท/กก.)
– มูลค่าของผลผลิต ต่อหน่วยผลผลิต (บาท/ตัว หรือ บาท/กก.)
– จำนวนอาหารที่ใช้เลี้ยงต่อหน่วยผลผลิต (กก./ตัว หรือ กก./กก. หรือ กก./ลิตร)

4) ตัววัดอื่น ๆ
– ราคาเฉลี่ยของผลผลิต (บาท/กก.)
– ราคาเฉลี่ยของปัจจัยการผลิตที่สำคัญ (บาท/กก. หรือ บาท/ลิตร)
– ผลตอบแทน ต่อการลงทุนต่อบ่อ/กระชัง หรือโรงเรือน (บาท/บาท)
– น้ำหนักเฉลี่ยของปลากะพง (กก./ตัว)
– ร้อยละของการตาย
– ร้อยละของการเกิด
– ร้อยละของการรอด

5) การจัดการความเสี่ยง

การดำเนินกิจการฟาร์มเลี้ยงปลากะพงของเกษตรกร ความเป็นจริงจะต้องเผชิญและเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ปัจจัยการผลิต ราคา ความรู้วิทยาการสมัยใหม่ ดินฟ้าอากาศ และนโยบายของรัฐ ดังนั้น เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพง ผู้ประกอบการ ต้องทำความเข้าใจถึงลักษณะและความหมายของสถานการณ์ความเสี่ยง ซึ่ง แฟรงค์ ไนท์ ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

5.1) สถานการณ์ที่แน่นอน กล่าวคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพง หรือผู้ประกอบการผู้เลี้ยงปลากะพง มีความรู้และคงามเข้าใจถึงสถานการณ์นั้น ๆ อย่างสมบูรณ์ ที่สามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นั้นได้อย่างถูกต้อง
5.2) สถานการณ์ความเสี่ยง กล่าวคือ เป็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงแต่พอจะคาดคะเนได้ในอนาคต โดยอาศัยข้อมูลทางสถิติมาวิเคราะห์ เช่น ราคาผลผลิต ราคาปัจจัยการผลิต อัตราการรอดของลูกปลา อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน เป็นต้น
5.3) สถานการณ์ไม่แน่นอน กล่าวคือ เป็นสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ เช่น นโยบายของรัฐบาล ดินฟ้าอากาศ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น


อ้างอิง

[1] ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดจันบุรี กรมประมง. (2549). การเพาะและอนุบาลลูกปลากะพงขาว. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[2] จำเริญ ถาวรสุวรรณ. (2562). โรคปลาทะเล. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[3] จำเริญ ถาวรสุวรรณ. (2562). โรคปลาทะเล. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20210129141345_1_file.pdf

[4] สะเทื้อน ปิ่นน้อย. (2547). หลักการจัดการฟาร์มสัตว์น้ำ. [ออนไลน์] สืบค้นวันที่ 2 มีนาคม 2564
https://ebook.lib.ku.ac.th/ebook27/ebook/20150044/